| ประวัติความเป็นมาของการจัดงานวันครู |
ในปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศ ถึงความคิดที่จะกำหนดให้มีวันครู และเป็นการสอดคล้องกับความคิดเห็นของครูทั่วไป
ดังนั้น ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้ วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น "วันครู" โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู
วันครูได้จัดให้มีในครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาในปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า "คุรุสภา" เป็นนิติบุคคล ให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ในทุก ๆ ปี คุรุสภาได้ให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา โดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย
คำปฏิญาณ  |
ข้อ 1 ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู |
| ข้อ 2 ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ |
ข้อ 3 ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
จากนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคล แล้วต่อด้วยนายกรัฐมนตรีมอบรางวัลครูดีเด่น
ประจำปี มอบของที่ระลึกให้ครูอาวุโสนอกและในประจำการ สุดท้ายกล่าวปรา
ศรัยกับคณะครูที่มาประชุม
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันครู  |
1. ร่วมกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์ กรวดน้ำอุทิศส่วน
กุศลให้แกบรรดาบูรพาจารย์ผู้ล่วงลับ |
2. ส่งบัตรอวยพร หรือไปเยี่ยมเยือนครูอาจารย์ที่เคยให้ความรู้อบรมสั่ง
สอน เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวที |
| 3. ร่วมพิธีบูชาบูรพาจารย์ |
4. ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น เช่น นิทรรศการเกี่ยวกับครู การเรียนการ
สอน หรือกิจกรรมการกุศลที่หารายได้สมทบกองทุนช่วยเหลือครู เป็นต้น |
| (สวดนำ) ปาเจราจริยาโหนฺติ | (รับพร้อมกัน) คุณุตฺตรานุสาส
กา |
| ปญฺญาวุฑฺฒิกเร เต เต | ทินฺโนวาเท นมามิหํ |
| |
(สวดทำนองสรภัญญะ) |
| (สวดนำ) อนึ่งข้าคำนับน้อม | (รับพร้อมกัน) ต่อพระครูผู้การุณย์ |
| โอบเอื้อและเจือจุน | อนุศาสน์ทุกสิ่งสรรพ์ |
| ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ | ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน |
| ชี้แจงและแบ่งปัน | ขยายอรรถให้ชัดเจน |
| จิตมากด้วยเมตตา | และกรุณา บ เอียงเอน |
| เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์ | ให้ฉลาดและแหลมคม |
| ขจัดเขลาบรรเทาโม | หะจิตมืดที่งุนงม |
| กังขา ณ อารมณ์ | ก็สว่างกระจ่างใจ |
| คุณส่วนนี้ควรนับ | ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร |
| ควรนึกและตรึกใน | จิตน้อมนิยมชม |
(กราบ) |
คุณสมบัติของครูอาจารย์ที่ดี |
1. ประพฤติตัวให้เป็นที่รัก (ปิโย) |
| 2. มีใจหนักแน่นทำตนให้น่ายำเกรง (ครุ) |
| 3. อบรมตนเองสม่ำเสมอ (ภาวนีโย) |
| 4. ฉลาดสอน ฉลาดพูด (วตฺตา) |
| 5. อดทนต่อถ้อยคำล่วงเกิน (วจนกฺขโม) |
| 6. พูดเรื่องลึกซึ้งให้เข้าใจลึกซึ้งได้ (คมฺภีรํ กถํ กตฺตา) |
| 7. ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางเสียหาย (โน จฎฺฐาเน นิโยชเย) |
หน้าที่ของครูอาจารย์พึงมีต่อศิษย์ |
| 1. แนะนำดี |
| 2. ให้เรียนดี |
| 3. บอกศิลปให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง |
| 4. ยกย่องให้ปรากฎในเพื่อนฝูง |
| 5. ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย |
หน้าที่ของศิษย์พึงมีต่อครูอาจารย์ |
| 1. ให้การต้อนรับ |
| 2. เสนอตัวรับใช้ |
| 3. เชื่อฟัง |
| 4. คอยปรนนิบัติ |
| 5. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ |
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น